เมื่อสิทธิรักษาบัตรทอง กำลังเกิดปัญหา

เมื่อสิทธิรักษาบัตรทอง กำลังเกิดปัญหา

28/10/2025 09:46

ช่วงต้นเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา กรุงเทพฯ ต้องเผชิญปัญหาครั้งใหญ่ของระบบสาธารณสุขเมือง

เมื่อหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) จำนวน 25 แห่ง

ประกอบด้วย คลินิกชุมชนอบอุ่น 24 แห่ง และโรงพยาบาลปฐมภูมิ 1 แห่ง

ได้ยกเลิกสัญญากับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 13 กรุงเทพมหานคร

ซึ่งหมายความว่า ประชาชนกว่า 220,982 คน ต้อง “ย้ายสิทธิ” การรักษาไปยังหน่วยบริการอื่น

ในขณะที่ทั้งกรุงเทพฯ มีประชากรผู้ใช้สิทธิบัตรทองมากกว่า 3,556,507 คน

หรือคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดในเมืองหลวง

🔎 ระบบหลักประกันสุขภาพในกรุงเทพฯ เป็นอย่างไร

ระบบบัตรทองในกรุงเทพฯ มีเครือข่ายบริการทั้งหมด กว่า 350 หน่วย

แบ่งเป็น

✅ ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. 69 แห่ง

✅ คลินิกชุมชนอบอุ่นกว่า 220 แห่ง

✅ โรงพยาบาลรัฐและเอกชน 40 กว่าแห่ง

✅ และ หน่วยบริการอื่น ๆ เช่น รพ.ราชทัณฑ์ หรือสถาบันเฉพาะทาง

ในจำนวนนี้กว่า 60% ของหน่วยบริการปฐมภูมิเป็น ภาคเอกชน

ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของระบบในเมืองใหญ่ แต่ก็กลายเป็น “จุดเปราะบาง” เช่นกัน

เมื่อคลินิกหรือโรงพยาบาลลาออก ระบบหลักประกันสุขภาพของเมืองจะสั่นคลอนในทันที
 

⁉️ ผลกระทบจากการยกเลิกสัญญา

หลังการถอนตัวของหน่วยบริการ 25 แห่ง

ประชาชนกว่า 2.2 แสนคน ต้องถูกจัดสรรสิทธิใหม่โดย สปสช. เขต 13 ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่

1️⃣ ย้ายสิทธิไปรับบริการที่ ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม.

☑️ จำนวน 46,093 คน

2️⃣ ย้ายสิทธิไปรับบริการที่ หน่วยบริการในเขตรอยต่อหรือใกล้เคียง

☑️ จำนวน 101,577 คน

3️⃣ คงสิทธิไว้กับหน่วยบริการเดิม ที่ยังสามารถให้บริการได้

☑️ จำนวน 73,312 คน

เพื่อรองรับสถานการณ์นี้ สปสช. เขต 13 ได้เพิ่มหน่วยบริการเอกชน อีก 8 แห่ง เข้ามาช่วยรองรับ

เช่น โรงพยาบาลกล้วยน้ำไทย, โรงพยาบาลมิตรประชา, โรงพยาบาลสุขสวัสดิ์ อินเตอร์, และโรงพยาบาลไอเอ็มเอช สีลม

แต่ในทางปฏิบัติ ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. ต้องรับภาระเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 30–50%

โดยเฉพาะในโซนตะวันออก เช่น ประเวศ ลาดกระบัง และบางนา ที่มีประชากรสิทธิบัตรทองหนาแน่นที่สุด
 

⚠️ ปัญหาที่พบในระบบ(จากการประชุมร่วมเมื่อ 20 ต.ค. 68)

สภากรุงเทพมหานคร โดยคณะกรรมการการสาธารณสุข ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาหารือ

ทั้ง สำนักอนามัย สำนักการแพทย์ และ สปสช. เขต 13

เพื่อตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในระดับพื้นที่

ประเด็นปัญหาหลักที่พบ ได้แก่

❎ ขั้นตอนการส่งต่อผู้ป่วยล่าช้า และไม่สอดคล้องกันระหว่างคลินิก - ศูนย์ฯ - โรงพยาบาล

❎ ประชาชนจำนวนมากไม่ทราบวิธีตรวจสอบสิทธิของตนเอง

❎ ภาระงานของศูนย์ฯ เพิ่มสูงเกินขีดจำกัดของบุคลากรด่านหน้า

❎ ระบบฐานข้อมูลของ สปสช. ยังอัปเดตไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงรายวัน

❎ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังบางรายได้รับยาต่อเนื่องล่าช้า หรือยังไม่สามารถเข้าถึงหน่วยบริการใหม่ได้

💬 สิ่งที่เรากำลังทำ

เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน สปสช. เขต 13 และกรุงเทพมหานคร

ได้เร่งดำเนินมาตรการเฉพาะหน้า เช่น

✅ ปรับระบบการส่งต่อให้รวดเร็วขึ้น โดยตั้งเป้าลดขั้นตอนจากเดิมที่ใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ให้เหลือเพียง 7 วันทำการ

✅ กำหนดให้กรณีเร่งด่วนหรือผู้ป่วยเรื้อรัง สามารถส่งต่อภายใน 48 ชั่วโมง

✅ เร่งพิจารณาเปิด หน่วยบริการเพิ่มเติมในพื้นที่เสี่ยง

✅ ปรับเพิ่มงบประมาณชดเชยให้กับศูนย์บริการสาธารณสุขที่รับภาระมากขึ้น

✅ พัฒนา “ระบบเชื่อมโยงข้อมูล Real-time” เพื่อให้การย้ายสิทธิมีความต่อเนื่อง

ข้อเสนอจากคณะกรรมการการสาธารณสุข สภา กทม.

เสนอแนวทางเสริมเพื่อแก้ไขเชิงระบบอย่างยั่งยืน ได้แก่

1️⃣ ตั้ง ศูนย์ประสาน One Stop Service รายโซน ให้คำปรึกษาและประสานการย้ายสิทธิของประชาชนในแต่ละพื้นที่

2️⃣ จัดทำ โครงการต้นแบบ “นพรัตน์โมเดล” ในแต่ละโซน ให้โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิสามารถรับตรวจโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านคลินิก

3️⃣ จัดทำ ระบบ Dashboard สาธารณะ แสดงจำนวนผู้ใช้สิทธิในแต่ละพื้นที่ ภาระงาน และเวลารอคิว เพื่อให้ประชาชนติดตามได้

4️⃣ ปรับเกณฑ์ Area Cost Index และ Diff Cap ให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงของเมือง

5️⃣ ส่งเสริมการใช้ Telemedicine และ Home Visit สำหรับผู้ป่วยเรื้อรังและผู้สูงอายุ

 

บทสรุป

ผมและสภากรุงเทพมหานคร จะติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะนี่คือเรื่องที่ส่งผลโดยตรงต่อ คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน และเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม

เราจะทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เพื่อให้ระบบสาธารณสุขของกรุงเทพมหานครมีความมั่นคง เข้าถึงได้ และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังครับ🙏

#สิทธิบัตรทอง #สปสช #บางรักทักวิพุธ