คนเมืองไม่ได้ต้องการความสงสาร แต่ต้องการโอกาสที่เป็นธรรม

คนเมืองไม่ได้ต้องการความสงสาร แต่ต้องการโอกาสที่เป็นธรรม

19/06/2026 11:43

 

เขตบางรักอาจเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำของเมืองได้ชัดที่สุด

ในเขตเดียวกัน เรามีทั้งคอนโดเพนท์เฮาส์ราคาหลายสิบล้านบาท และห้องเช่าหลักพันบาท มีทั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทระดับโลก และผู้ค้ารายย่อยที่กำลังคิดว่าพรุ่งนี้จะหาเงินจ่ายค่าเช่าร้านได้หรือไม่ มีทั้งโรงเรียนเอกชนชั้นนำของประเทศ และโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่กำลังดูแลเด็กจากครอบครัวรายได้น้อยในชุมชน

เด็กทุกคนมีความฝันเหมือนกันครับ แต่สิ่งที่ต่างกันคือโอกาส

หน้าที่ของเมือง คือทำให้จุดเริ่มต้นที่แตกต่างกัน ไม่กลายเป็นตัวกำหนดอนาคตของเด็กคนนั้นไปตลอดชีวิต

ข้อมูลของกรุงเทพมหานครระบุว่า ครัวเรือนกรุงเทพฯ มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 40,187 บาทต่อเดือน แต่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 32,695 บาทต่อเดือน และมีหนี้เฉลี่ยมากกว่า 116,000 บาทต่อครัวเรือน

ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกเราว่า คนจำนวนมากกำลังทำงานหนักขึ้น แต่กลับเหลือโอกาสในชีวิตน้อยลง โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ การแข่งขันสูงขึ้น และเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว

ตลอดการทำงานในสภากรุงเทพมหานคร ผมพบว่าหลายปัญหาไม่ได้เกิดจากการไม่มีงบประมาณ แต่เกิดจากข้อบัญญัติที่ล้าสมัย และไม่สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน

ผมเชื่อว่าการลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ได้เริ่มจากการเขียนนโยบายใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องกล้าปรับปรุงกติกาของเมืองที่ใช้มานานหลายสิบปี

ผมจึงอยากพูดถึง 3 เรื่องครับ

เรื่องแรก คือสวัสดิการและการสงเคราะห์

ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครยังใช้ข้อบัญญัติการจัดสวัสดิการและการสงเคราะห์ พ.ศ. 2549 ซึ่งถูกเขียนขึ้นเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ในวันที่ค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจแตกต่างจากวันนี้อย่างมาก

ผมเห็นด้วยกับการยกร่างข้อบัญญัติสวัสดิการคนเมืองฉบับใหม่ ที่ดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนแก่ ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา สุขภาพ ที่อยู่อาศัย รายได้ และบริการสังคม ที่สำคัญต้องมีการทบทวนอัตราความช่วยเหลือทุก 3-5 ปี ไม่ใช่ปล่อยให้ตัวเลขเดิมถูกใช้ต่อเนื่องเป็นสิบปีจนไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เปลี่ยนไป

สำหรับผม กรุงเทพมหานครต้องเป็นเมืองที่ดูแลประชาชนได้ตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่เด็กเล็ก วัยเรียน วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง

เรื่องที่สอง คือการค้าขายของคนตัวเล็ก

หลายคนมองว่าหาบเร่แผงลอยเป็นปัญหา แต่สำหรับผม นี่คือเศรษฐกิจฐานรากของเมือง เป็นรายได้ของหลายครอบครัว และเป็นจุดเริ่มต้นของผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนไม่น้อย

ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครยังใช้ข้อบัญญัติควบคุมหาบเร่แผงลอย พ.ศ. 2519 ซึ่งมีอายุเกือบ 50 ปี รวมถึงข้อบัญญัติการจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะ พ.ศ. 2545 ที่ถูกเขียนขึ้นก่อนยุคดิจิทัล ก่อน QR Payment ก่อน Food Delivery และก่อน Platform Economy

โลกเปลี่ยนไปแล้ว แต่กติกาของเมืองยังตามไม่ทัน

ผมจึงเห็นด้วยกับการปรับปรุงข้อบัญญัติเหล่านี้ใหม่ทั้งระบบ เปลี่ยนจากการมองผู้ค้าเป็นปัญหา ไปสู่การมองผู้ค้าเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจเมือง มีพื้นที่ค้าขายที่ชัดเจน มีระบบอนุญาตที่โปร่งใส ลดการใช้ดุลพินิจ และเปิดโอกาสให้ประชาชนทำมาหากินได้โดยไม่กระทบต่อการใช้พื้นที่สาธารณะของส่วนรวม

เรื่องที่สาม คือที่อยู่อาศัย

ตามหลักสากล ค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยไม่ควรเกิน 30% ของรายได้ แต่ในความเป็นจริง คนทำงานจำนวนมากในกรุงเทพฯ ต้องจ่ายมากกว่านั้น

เด็กจบใหม่ที่มีรายได้ 18,000 บาทต่อเดือน อาจต้องจ่ายค่าเช่าห้อง 5,000-8,000 บาท ยังไม่รวมค่าเดินทาง ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ สุดท้ายแทบไม่เหลือเงินออมเพื่อสร้างอนาคต

เราจึงต้องใช้ทรัพย์สินและที่ดินของกรุงเทพมหานครให้เกิดประโยชน์สูงสุด สนับสนุนกองทุนที่อยู่อาศัยคนกรุงเทพฯ และเพิ่มทางเลือกด้านที่อยู่อาศัยที่ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น

สำหรับผม คนจนเมืองไม่ได้ต้องการความสงสาร แต่ต้องการโอกาสที่เป็นธรรม

หน้าที่ของ ส.ก. จึงไม่ใช่เพียงการอนุมัติงบประมาณ แต่ต้องกล้าปรับปรุงข้อบัญญัติ กฎ และกติกาของเมือง

เพราะหลายครั้ง สิ่งที่ขวางโอกาสของประชาชน ไม่ใช่ความขยัน แต่คือกติกาที่ล้าสมัย

ถ้าเราแก้กติกาได้ สวัสดิการจะดีขึ้น เศรษฐกิจฐานรากจะเข้มแข็งขึ้น คนค้าขายจะมีโอกาสมากขึ้น คนทำงานจะมีที่อยู่อาศัยที่เข้าถึงได้มากขึ้น และเด็กที่เกิดในครอบครัวรายได้น้อย จะมีโอกาสเติบโตได้ไกลไม่ต่างจากใครครับ

#วิพุธเบอร์2
#สกคนทำงาน
#เขตบางรัก
#บางรักทักวิพุธ