2 วันในสภา กทม. กับ 3 ประเด็นสำคัญ

2 วันในสภา กทม. กับ 3 ประเด็นสำคัญ

24/10/2026 15:23

 

ตลอดการประชุมสภากรุงเทพมหานคร วันที่ 21-22 ตุลาคมที่ผ่านมา ผมได้ตั้งกระทู้ถามสดและร่วมอภิปรายในที่ประชุม รวม 3 ประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องความคืบหน้าโครงการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดินถนนพระราม 3 สวัสดิการของบุคลากร กทม. และคุณภาพอาหารของเด็กนักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร

แต่ละเรื่องเป็นประเด็นที่ผมให้ความสำคัญและติดตามมาอย่างต่อเนื่อง จึงอยากนำรายละเอียดมาเล่าให้ทุกคนทราบครับ

1. ติดตามโครงการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน ถนนพระราม 3 ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 แต่ยังไม่แล้วเสร็จ

(ใครเคยขับรถบนถนนพระราม 3 แล้วรู้สึกเหมือนอยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์ นี่คือหนึ่งในสาเหตุครับ)

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผมได้ตั้งกระทู้ถามสดต่อท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เกี่ยวกับความคืบหน้าโครงการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดินบริเวณถนนพระราม 3 ซึ่งเป็นโครงการที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่แล้วเสร็จ

ปัญหาสำคัญคือความล่าช้าของโครงการ รวมถึงสภาพผิวจราจรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง มีทั้งรอยต่อถนนที่ไม่เรียบ พื้นผิวชำรุด และจุดที่อาจก่อให้เกิดอันตรายกับประชาชน โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์

จากข้อมูลที่ได้รับ โครงการมีระยะทางรวมประมาณ 9.5 กิโลเมตร แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่

📍 ช่วงเขตบางคอแหลม ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ตั้งแต่แยกถนนตกถึงสะพานพระราม 9 ปัจจุบันงานโยธายังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยมีแผนคืนสภาพผิวจราจรให้แล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2570 และกำหนดงานนำสายไฟฟ้าลงใต้ดินและรื้อถอนเสาไฟฟ้าแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2571

📍 ช่วงเขตยานนาวา ระยะทางประมาณ 6.5 กิโลเมตร ตั้งแต่สะพานพระราม 9 ถึงเลียบทางพิเศษ ปัจจุบันงานโยธามีความคืบหน้าประมาณ 90% โดยกำหนดคืนสภาพผิวจราจรในเดือนธันวาคม 2569 และกำหนดงานนำสายไฟฟ้าลงใต้ดินและรื้อถอนเสาไฟฟ้าแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2570

ผมได้สอบถามถึงสาเหตุความล่าช้า การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และแนวทางเร่งรัดแก้ไขสภาพผิวจราจรระหว่างรอโครงการแล้วเสร็จ

เพราะโครงการที่ดำเนินการมานานเกือบ 10 ปี ควรมีกรอบเวลาที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบความคืบหน้าได้ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของประชาชนที่ต้องใช้เส้นทางนี้ทุกวัน ซึ่งผมจะติดตามเรื่องนี้ต่อไปครับ

2. อภิปรายสนับสนุนการปรับปรุงค่าตอบแทน สวัสดิการ และความปลอดภัยของลูกจ้าง กทม.

ผมได้ร่วมอภิปรายสนับสนุนญัตติที่เสนอให้กรุงเทพมหานครทบทวนค่าตอบแทนและสวัสดิการของบุคลากร โดยเฉพาะลูกจ้างที่ต้องปฏิบัติงานเสี่ยงภัย ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการดูแลเมืองและให้บริการประชาชนในแต่ละวัน

ปัจจุบันค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น แต่ค่าตอบแทนและสวัสดิการของลูกจ้างหลายกลุ่มยังไม่สอดคล้องกับภาระงาน ชั่วโมงการทำงาน และความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ

ผมจึงเสนอให้ กทม. พิจารณาปรับปรุงการดูแลบุคลากรในหลายด้าน ทั้งการทบทวนค่าจ้างและค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ การจ่ายค่าล่วงเวลาและค่าตอบแทนสำหรับการปฏิบัติงานในวันหยุดหรือเวลากลางคืน รวมถึงเงินเพิ่มสำหรับงานที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัย

นอกจากนี้ยังควรให้ความสำคัญกับการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลให้เพียงพอและเหมาะสมกับลักษณะงาน การตรวจสุขภาพตามความเสี่ยงจากการทำงาน ตลอดจนสิทธิการรักษาพยาบาล การคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ และการช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวในกรณีที่เกิดเหตุร้ายแรง

ผมมองว่าการพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่ดีขึ้น ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของคนทำงานควบคู่กันไปด้วย เพราะเจ้าหน้าที่เหล่านี้คือกำลังหลักที่ทำให้บริการสาธารณะของเมืองดำเนินต่อไปได้ในทุกวันครับ

3. อภิปรายเรื่องครัวกลางและคุณภาพอาหารนักเรียนโรงเรียนสังกัด กทม.

อีกประเด็นที่ผมได้อภิปรายสนับสนุนญัตติในสภา คือเรื่องการบริหารจัดการอาหารนักเรียน โดยเฉพาะแนวคิดการนำระบบครัวกลางมาใช้กับโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร

การเปลี่ยนจากการประกอบอาหารภายในโรงเรียนมาเป็นระบบครัวกลาง มีความเสี่ยงหลายด้านที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร

ปัจจุบันโรงเรียนที่มีครัวของตัวเองสามารถประกอบอาหารและให้นักเรียนรับประทานได้ทันทีหลังปรุงเสร็จ แต่หากเปลี่ยนมาใช้ระบบครัวกลาง อาหารจะต้องถูกปรุงจากสถานที่ส่วนกลาง ก่อนขนส่งกระจายไปยังโรงเรียนต่างๆ

สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือระยะเวลาในการขนส่ง การควบคุมอุณหภูมิอาหาร ความสะอาดระหว่างการจัดส่ง รวมถึงความเสี่ยงที่อาหารจะสูญเสียคุณภาพก่อนถึงมือนักเรียน โดยเฉพาะหากเกิดปัญหารถติดหรือการขนส่งล่าช้า ซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยากในกรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องต้นทุนการขนส่ง การบริหารจัดการวัตถุดิบ ความสามารถในการตรวจสอบคุณภาพอาหาร ตลอดจนความยืดหยุ่นของแต่ละโรงเรียนในการจัดเมนูให้เหมาะสมกับนักเรียน

หากเกิดปัญหาด้านสุขอนามัยหรือการปนเปื้อนจากครัวกลางเพียงแห่งเดียว ก็อาจส่งผลกระทบต่อนักเรียนในหลายโรงเรียนพร้อมกันได้ ต่างจากการประกอบอาหารภายในโรงเรียนที่สามารถควบคุมและแก้ไขปัญหาเป็นรายแห่ง

ปัจจุบัน กทม. มีโรงเรียนในสังกัด 437 แห่ง และในปีงบประมาณ 2570 ได้จัดสรรงบประมาณสำหรับอาหารเช้าและอาหารกลางวันรวมกว่า 2,059 ล้านบาท

แน่นอนว่าแต่ละโรงเรียนอาจมีข้อจำกัดแตกต่างกัน ทั้งพื้นที่ บุคลากร และอุปกรณ์ ซึ่ง กทม. ควรเข้าไปสนับสนุนและแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับสภาพของแต่ละโรงเรียน เพราะเป้าหมายสำคัญที่สุด คือการทำให้เด็กนักเรียนได้รับอาหารที่สะอาด ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ และมีคุณภาพเหมาะสมกับวัยในทุกวันครับ

ผมจะติดตามความคืบหน้าของแต่ละเรื่องต่อไป ทั้งในที่ประชุมสภา กทม. และการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ปัญหาและข้อเสนอที่หยิบยกขึ้นมามีการดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมครับ

#บางรักทักวิพุธ #คนทำงาน #ถนนพระราม3 #อาหารโรงเรียน #ค่าเสี่ยงภัย