28/10/2026 12:42
แต่ละเรื่องมีรายละเอียดที่น่าสนใจ และมีหลายประเด็นที่ต้องติดตามครับ
💰 1. สภา กทม. เตรียมพิจารณางบเพิ่มเติมกว่า 1,139 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ช่วงเช้าผมทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วม (วิปสภา กทม.) โดยมีวาระเร่งด่วนที่ต้องเตรียมนำเข้าสู่การประชุมสภาในวันพุธที่ 28 ต.ค. นี้ คือร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 1,139,273,100 บาท เพื่อช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
📌 จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา กทม. มีผู้ได้รับอนุมัติเงินช่วยเหลือแล้ว 249,232 ครัวเรือน และโอนเงินสำเร็จแล้ว 248,643 ครัวเรือน รวมกว่า 1,784 ล้านบาท
ขณะที่ข้อมูลการดำเนินการของ กทม. ณ วันที่ 25 ตุลาคม พบว่ามีการจัดทำรายการส่งเบิกผ่านระบบแล้วกว่า 513,000 ครัวเรือน คิดเป็นวงเงินประมาณ 3,598 ล้านบาท ซึ่งยังไม่ใช่ยอดที่โอนสำเร็จทั้งหมด
หลักเกณฑ์การช่วยเหลือมีทั้งกรณีน้ำท่วมที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินเสียหาย ครัวเรือนละ 9,000 บาท และกรณีน้ำท่วมขังตามเงื่อนไขที่กำหนด ครัวเรือนละ 5,000 บาท
นอกจากนี้ งบประมาณเพิ่มเติมดังกล่าวยังครอบคลุมการช่วยเหลือด้านอื่นๆ ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ ค่าที่พักอาศัยชั่วคราว และค่ารักษาพยาบาล
แม้ กทม. จะมีเงินสะสมอยู่ แต่การนำเงินมาใช้จ่ายจำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายและได้รับความเห็นชอบจากสภากรุงเทพมหานคร จึงเป็นเหตุผลที่ต้องเร่งนำร่างข้อบัญญัติงบประมาณเพิ่มเติมเข้าสู่การพิจารณา
ผมมองว่าเรื่องนี้มีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมไม่ควรต้องรอความช่วยเหลือนานเกินความจำเป็น ขณะเดียวกันการพิจารณางบประมาณก็ต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและโปร่งใสด้วยครับ
.
📚 2. ติดตามโครงการโรงเรียนสองภาษา กทม. เน้นคุณภาพครูและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
หลังจากนั้นเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการการศึกษา เพื่อติดตามการจัดการเรียนการสอนโครงการโรงเรียนสองภาษา ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีนของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร
ประเด็นที่ผมให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือเรื่องคุณภาพของครูผู้สอน ทั้งครูไทยและครูต่างชาติ รวมถึงการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เพราะผมมองว่าการมีโครงการสองภาษาเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าเด็กจะมีทักษะทางภาษาที่ดีขึ้นเสมอไป เราต้องมีข้อมูลที่วัดผลได้จริงด้วย
📌 ปัจจุบัน กทม. มีการกำหนดตัวชี้วัดด้านภาษาอังกฤษตามมาตรฐานสากล CEFR โดยตั้งเป้าให้นักเรียนหลักสูตรสองภาษาผ่านระดับ A1 ขึ้นไป อย่างน้อย 3 จาก 4 ทักษะ ในสัดส่วน 70% และนักเรียนหลักสูตรทั่วไป 50%
ส่วนภาษาจีนมีการใช้แบบทดสอบ YCT โดยตั้งเป้าให้นักเรียนผ่านระดับ 2 ขึ้นไปไม่น้อยกว่า 65%
ผมคิดว่าเราต้องติดตามผลการทดสอบจริงของนักเรียนว่าเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างโรงเรียนสองภาษากับโรงเรียนหลักสูตรทั่วไปแล้ว ผลสัมฤทธิ์แตกต่างกันมากน้อยเพียงใด
อีกเรื่องที่ผมให้ความสำคัญคือคะแนน O-NET ของนักเรียนชั้น ป.6 โดยเฉพาะคะแนนเฉลี่ยของโรงเรียนในสังกัด กทม. ซึ่งควรนำมาวิเคราะห์ควบคู่กับผลการทดสอบภาษา เพื่อดูว่าเด็กมีพื้นฐานการเรียนรู้เป็นอย่างไร โรงเรียนใดมีผลสัมฤทธิ์ดี และโรงเรียนใดที่ยังต้องได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม
รวมถึงเรื่องการคัดเลือกครูต่างชาติ คุณสมบัติและความสามารถในการสอน ตลอดจนการพัฒนาครูไทยให้สามารถทำงานร่วมกับครูต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผมคิดว่าหัวใจของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ว่า กทม. มีโรงเรียนสองภาษากี่แห่ง หรือใช้งบประมาณไปเท่าไหร่ แต่ต้องตอบให้ได้ว่าเด็กที่เรียนในโครงการมีทักษะภาษาอังกฤษและภาษาจีนดีขึ้นจริงมากน้อยแค่ไหน และเราจะยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนให้ดีขึ้นได้อย่างไร
.
🌊 3. ติดตามโครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน งบประมาณกว่า 1,620 ล้านบาท
ช่วงบ่ายเป็นการประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง เพื่อติดตามโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร
📌 โครงการนี้มีวงเงินก่อสร้างรวมประมาณ 1,620 ล้านบาท โดยจากข้อมูลที่หน่วยงานนำเสนอ ณ วันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าของงานก่อสร้างอยู่ที่ 10.08%
นอกจากการก่อสร้างแนวป้องกันการกัดเซาะแล้ว ยังมีส่วนของศูนย์สำรวจและเฝ้าระวังชายฝั่ง เพื่อใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชายฝั่งทะเลในระยะยาว
ประเด็นที่ต้องติดตามคือความก้าวหน้าของงานก่อสร้าง การเบิกจ่ายงบประมาณ และประสิทธิภาพของโครงการว่าจะสามารถลดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งได้จริงมากน้อยเพียงใด
เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการรักษาพื้นที่ชายฝั่ง ระบบนิเวศ และอนาคตของกรุงเทพมหานครในระยะยาวด้วยครับ
.
🔎 4. ติดตามปัญหา “พ่อทิพย์-แม่ทิพย์” และการสวมสิทธิสัญชาติไทย พบกรณีต้องสงสัย 894 ราย
เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการวิสามัญศึกษาและติดตามการตรวจสอบกรณีการสวมสิทธิสัญชาติไทยและการออกสูติบัตรโดยมิชอบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
📌 จากข้อมูลที่สำนักงานปกครองและทะเบียนนำมาชี้แจง พบว่าการตรวจสอบย้อนหลังตั้งแต่ปี 2560 ถึงเดือนกรกฎาคม 2569 มีกรณีต้องสงสัยที่ต้องตรวจสอบจำนวน 894 ราย ในพื้นที่ 30 สำนักงานเขต
ปัจจุบันมีการยกเลิกสูติบัตรแล้ว 39 ราย และอีก 20 รายที่บิดาให้ถ้อยคำว่าไม่ใช่บิดาที่แท้จริง ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการยกเลิกสูติบัตร
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่อยู่ระหว่างรอผู้เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ 353 ราย และอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 358 ราย
เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับความถูกต้องของระบบทะเบียนราษฎรและการได้มาซึ่งสัญชาติไทย รวมถึงมาตรการป้องกันการทุจริตและการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบให้รอบคอบและเป็นธรรม เพื่อดำเนินการกับผู้กระทำความผิด โดยไม่กระทบสิทธิของเด็กและผู้ที่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย
.
📊 5. ติดตามการใช้จ่ายงบประมาณปี 2569 ของสำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย
อีกหนึ่งการประชุมในวันนี้คือคณะอนุกรรมการเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง เพื่อติดตามผลการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 2569 ของสำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย
โดยดูทั้งภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณ ผลการดำเนินงานตามแผน โครงการที่ยังไม่แล้วเสร็จ รวมถึงปัญหาและข้อจำกัดที่ทำให้บางโครงการดำเนินการล่าช้า
เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งหน้าที่สำคัญของสภา กทม. เพราะนอกจากการพิจารณาอนุมัติงบประมาณแล้ว เรายังต้องติดตามด้วยว่าเงินที่จัดสรรไปถูกนำไปใช้ตามแผนหรือไม่ และโครงการต่างๆ สามารถดำเนินการจนเกิดประโยชน์กับประชาชนได้จริงหรือเปล่า
บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่มีงบประมาณ แต่อยู่ที่ขั้นตอนการดำเนินงาน การจัดซื้อจัดจ้าง หรือข้อจำกัดของหน่วยงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันติดตามและหาทางแก้ไขต่อไปครับ
.
หน้าที่ของสภา กทม. ไม่ได้มีเพียงการประชุมหรือพิจารณางบประมาณเท่านั้น แต่ยังต้องตรวจสอบ ติดตาม และผลักดันให้หน่วยงานนำงบประมาณและนโยบายไปดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
วันนี้ประชุมกันยาวทั้งวัน แต่ก็เป็นอีกวันที่ได้ติดตามหลายเรื่องสำคัญของกรุงเทพมหานครครับ
#เยียวยา #น้ำท่วม #โรงเรียน #พ่อทิพย์