“เมืองยุคใหม่ต้องบริหารด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และความเชื่อมั่น”

“เมืองยุคใหม่ต้องบริหารด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และความเชื่อมั่น”

03/03/2026 22:03

 

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ผมในฐานะประธานสภากรุงเทพมหานคร พร้อมคณะผู้แทนสภา กทม. ได้เข้าเยี่ยมคารวะกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือเชิงเมืองระหว่างไทย-จีน โดยเฉพาะด้าน เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีเมือง การท่องเที่ยว และความเชื่อมั่น

เป้าหมายของผม คือ การนำบทเรียนที่วัดผลได้ กลับมาปรับใช้กับกรุงเทพฯ อย่างเป็นระบบ

ผมสรุปออกมาเป็น 5 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรุงเทพฯ

1) จราจร AI ต้องลดรถติดจริง

หลายเมืองขนาดใหญ่ใช้ “ศูนย์ควบคุมจราจร + วิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์” เพื่อปรับสัญญาณไฟให้เหมาะกับปริมาณรถจริง

กรุงเทพฯ เองได้ติดตั้งระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะแล้ว 74 แยก (เริ่มปี 2024) และมีแผนขยายเพิ่มอีก 50 แยกในปีนี้

โจทย์ต่อจากนี้ไม่ใช่แค่ติดตั้งเพิ่ม
แต่ต้องวัดผลให้ชัดว่า
 - ลดเวลารอได้กี่เปอร์เซ็นต์
 - ลดคอขวดได้กี่จุด
 - ทำให้เวลาการเดินทางคาดการณ์ได้มากขึ้นจริงหรือไม่

เทคโนโลยีต้องตอบคำถามประชาชน ไม่ใช่แค่ดูทันสมัย

2) ขนส่งสาธารณะสะอาด ลด PM2.5 ต้องทำเป็นระบบ

ข้อมูลจาก IEA ระบุว่า ปี 2023 ทั่วโลกมียอดขายรถบัสไฟฟ้าเกือบ 50,000 คัน และทำให้สต็อกรถบัสไฟฟ้าทั่วโลกอยู่ราว 635,000 คัน

นี่สะท้อนว่า “ทิศทางโลก” ชัดเจนมาก

สำหรับกรุงเทพฯ การเปลี่ยนผ่านต้องเดินควบคู่กับ
 ✅ โครงสร้างพื้นฐานรองรับ
 ✅ มาตรฐานรถที่ชัดเจน
 ✅ แผนเปลี่ยนผ่านระยะยาวที่วัดผลได้

เพราะคุณภาพอากาศที่ดี คือสุขภาพของประชาชน

3) การจัดการน้ำ แนวคิด “เมืองฟองน้ำ” ตั้งเป้า 70%

เมืองนำร่องของจีนตั้งเป้าควบคุมและกักเก็บน้ำฝนในเมืองไม่น้อยกว่า 70% ของปริมาณน้ำฝนรายปี

แนวคิดคือ “หน่วง ซึม กักเก็บ” แทนการเร่งระบายอย่างเดียว

กรุงเทพฯ เป็นเมืองลุ่มน้ำ เจอฝนหนักและน้ำรอระบายซ้ำๆ
แต่ด้วยข้อจำกัดด้านดินเหนียวและระดับพื้นที่
การออกแบบต้องผสมทั้งพื้นที่หน่วงน้ำและโครงสร้างวิศวกรรมควบคู่กัน

นี่คือโจทย์เชิงระบบ

4) เศรษฐกิจดิจิทัล เมืองที่ดีต้องเชื่อมระบบให้ประชาชนใช้จริง

สิ่งที่เห็นชัดจากจีนคือ
บริการจำนวนมากเชื่อมอยู่บนระบบดิจิทัลอย่างเป็นมาตรฐาน

สำหรับกรุงเทพฯ ประเด็นสำคัญไม่ใช่การทำแอปเพิ่ม
แต่คือทำให้บริการเมือง
 ✔️ใช้ง่าย
 ✔️โปร่งใส
 ✔️เชื่อมข้อมูลข้ามหน่วยงาน
 ✔️ลดขั้นตอน ลดเวลา ลดภาระประชาชน

เทคโนโลยีที่ดีต้องลดความยุ่งยากในชีวิตคน

5) ท่องเที่ยวและความเชื่อมั่น ตัวเลขชัด แต่โจทย์คือความปลอดภัย

ข้อมูลจาก Reuters อ้างอิงกระทรวงท่องเที่ยวฯ ระบุว่า
ช่วง 1 ม.ค.- 18 พ.ค. 2025 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 13.4 ล้านคน โดยจีนเป็นอันดับ 1 ราว 1.83 ล้านคน

และช่วง 1 ม.ค.- 17 ส.ค. 2025 นักท่องเที่ยวต่างชาติราว 20.81 ล้านคน โดยจีนราว 2.93 ล้านคน

ตัวเลขสะท้อนชัดว่า “จีนยังเป็นตลาดสำคัญ”

แต่ความท้าทายคือ
ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและภาพลักษณ์

ซึ่งต้องอาศัย
 1. มาตรการความปลอดภัยที่ชัดเจน
 2. การสื่อสารเชิงรุก
 3. การตอบข้อกังวลด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบได้

การสร้างความร่วมมือระหว่างเมืองอาจดูเป็นก้าวเล็กๆ

แต่ก้าวเล็กๆ ที่ “ถูกทิศทาง” และ “ทำอย่างต่อเนื่อง”
คือรากฐานของการเปลี่ยนแปลงระยะยาว

เพราะทุกเมืองมีบทเรียนที่เราสามารถเรียนรู้
และนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับกรุงเทพมหานครได้จริง

และผมเชื่อเสมอว่า

เมืองที่เติบโตได้เร็ว คือเมืองที่เรียนรู้ได้เร็วครับ

#สภากรุงเทพมหานคร